วันนี้พี่เอมส์จะมารีวิวหลักสูตร ‘สุดฮอต’ ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงนี้คือ BAScii ค่ะ (ใครที่ไม่อยากอ่านจนจบ พี่เอมส์สรุปให้ฟังง่ายๆว่าเป็นหลักสูตรที่ “ไม่ยึดติดกับคำว่าคณะ, เรียนเฉพาะในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ, เรียนเพื่อไม่ให้ตัวเองโดน disrupt ในอนาคต, นำ trend ในโลกอนาคตมาเรียนในวันนี้”)

หลักสูตร BAScii (Bachelor of Arts and Science in Integrated Innovation) ชื่อไทยคือ “นวัตกรรมบูรณาการ” แค่ชื่อก็งงมากแล้ว อีกทั้งยังไม่สังกัดคณะอะไรอีก หลักสูตรนี้อยู่ใน School of Integrated Innovation ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นการทลายกำแพงของคณะต่างๆลง ผู้เรียนสามารถมีอิสระในการเลือกหัวข้อที่ตัวเองอยากเรียนมากขึ้น อย่างเช่น เก่งวิทยาศาสตร์ แล้วยังชอบในการดีไซน์ด้วย หรือ เก่งทางภาษาไม่ชอบวิทยาศาสตร์แต่ก็สนใจเรื่องสุขภาพ สามารถที่จะเอาความถนัดหรือความชอบ ความสนใจของผู้เรียนมารวมกันจากหลายหลายสาขาในหลักสูตรนี้ได้ แนวโน้มของหลักสูตรที่เปิดใหม่ช่วงใกล้ปี 2560เปลี่ยนไปเยอะครับ จากหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรเดี่ยวๆ อย่างเช่น บริหารธุรกิจหรือภาษา ตอนนี้โลกของการศึกษาได้เปลี่ยนไปเป็นแบบ “สหสาขา” (Integrated major หรือ Trans disciplinary) มากขึ้น คือในหนึ่งหลักสูตรมีการเรียนการสอนในหลายๆศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ภาษา ธุรกิจ สังคม ฯลฯ อยู่ในหลักสูตรเดียว ซึ่งสอดคล้องการทำงานของโลกปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มองหาคนที่เก่งเพียงด้านเดียวอีกต่อไป แต่เน้นผู้ที่มีความรู้รอบตัวสูง สามารถทำงานเข้ากับผู้อื่นได้ มีความเป็นผู้นำ ผู้ริเริ่ม มีความเป็นผู้ประกอบการและรอบรู้ด้านเทคโนโลยี สามารถที่จะนำพาธุรกิจหรือองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ หลักสูตร BAScii ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับกับโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่า ยุค “Disrupt” นั่นเอง

ในส่วนรายวิชาในหลักสูตร (Curriculum) ของหลักสูตร BAScii จะเน้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นโปรเจคให้นิสิตมีอิสระได้ครุ่นคิดริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆตามความถนัดของนิสิต หรือในแบบที่นิสิตต้องการ โดยหลักสูตรจะถูกออกแบบให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับ สังคมศึกษา ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการออกแบบ โดยคณาจารย์จากต่างประเทศทั้งหมดเป็นผู้ให้คำแนะนำแล้วช่วยหาเงินทุนในการทำโปรเจคต่างๆ ที่นิสิตคิด เน้นให้ผู้เรียนเชื่อมั่นว่าความคิดของนิสิตสามารถที่จะสร้างผลกระทบต่อประเทศและโลกของเราในทางที่ดีได้ จึงเป็นเหตุผลให้หลักสูตรนี้กลายเป็นหลักสูตรที่ค่าเล่าเรียนแพงที่สุดแซงหน้า BBA ไปเลยครับ

องค์ประกอบหลักสูตรจะถูกแบ่งเป็น Core Course และ Specialization

> วิชา Core business วิชา Business ที่บังคับลงจะเรียนในช่วงปี 1 – 3 โดยวิชาน่าสนใจ เช่น Marketing, Branding sales velocity / Financial and accounting Entrepreneurship Management and Social Enterprise

> วิชา Core technology ที่บังคับลงเรียนในช่วงปี 1 – 3 วิชาน่าสนใจเช่น Computer Programming & Data Structure, Algorithm & Applied Artificial Intelligence, Data Analysis, Interpretation and Visualization/ Data structure and algorithm design 

> วิชา Free elective ที่สามารถลงเรียนวิชาเลือกอื่นๆ ที่หลักสูตรนานาชาติของจุฬาฯ เปิดการเรียนการสอนได้ 2 วิชา ในตอนปี 2

 

วิชา Specialization ประกอบด้วย 3 ส่วนเป็นองค์ประกอบหลักของการเรียนที่นี่

 

> วิชา Project จะมีการทำโปรเจคตั้งแต่ปี 1 – 4 เป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตสามารถสร้างโปรเจคที่ตัวเองอยากทำขึ้นมาโดยเริ่มตั้งแต่การวางแผนในปีที่ 1 ออกแบบในปีที่ 2 และนำไปปรับใช้จนสามารถเห็นผลจริงในปีที่ 4 โดยมีคณะคอยให้การสนับสนุนทั้งด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนเงินทุนโดยการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ ซึ่งหมายความว่าตอนเรียนจบ นิสิตทุกคนจะมีนวัตกรรมที่เป็นผลงานของตัวเอง 1 ชิ้น

> วิชา Practice การเรียนแบบลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ปี 1 – 4 โดยทางคณะจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านที่เราสนใจทั้งในและนอกจุฬาฯเพื่อส่งเราไปเรียนรู้งานในสถานที่และบรรยากาศจริงๆ โดยไล่ตั้งแต่

Study เรียนในห้องโดยใช้การ Workshop brainstorm รูปแบบงานของเรา

Internship ไปฝึกงานกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคที่เราสนใจเพื่อหา idea ใหม่ๆ

Field study การไปดูงานจริงที่ต่างประเทศโดยไล่ตามชั้นปีของเราทุกๆ ปีเพื่อไปดูนวัตกรรมในประเทศต่างๆ

โดยการที่มีการ Workshop, Internship, และ Field study จะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนไม่หยุดนิ่งและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาแนวคิดของตัวเองอีก

> วิชา special course หรือ specialization ที่จะมีการเรียนตลอดหลักสูตร “4 วิชาเลือก”

Health and Wellbeing

 

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้คำสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะปัจจุบันตลาดการ “ป้องกัน” มาแรงกว่าตลาดของ “การรักษา” การเรียนเกี่ยวกับการประยุกต์เอาความรู้เกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมของมนุษย์ยุคปัจจุบันต่างๆ มาเข้ากับการใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลยุคปัจจุบันเพื่อตอบสนองสังคมที่มีความตื่นตัวทางด้านสุขภาพ มากขึ้นและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยนั่นเอง วิชาเลือกที่น่าสนใจเช่น Food and Drugs Technology for Wellbeing/ Human body and Mind Wellness / Managing Information in Health Care

Inclusive Community & Smart City

วิชาเฉพาะที่เกี่ยวกับการออกแบบไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่เมืองใหญ่ๆ หรือจะเป็นพวก package หรือ branding ต่างๆ ก็มีให้เลือก การออกแบบปัจจุบันจะเน้นให้ผู้ใช้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดด้วยวิธีการที่ง่ายที่สุด อย่างเช่นแปรงสีฟันที่สามารถแปรงได้ทั่วถึง Velcro ที่ใช้แทนซิป หรือเมืองที่ปราศจากฝุ่นควันและรถติด นิสิตหลักสูตรนี้จะเน้นการออกแบบ สร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่ตอบโจทย์กับประชากรในยุคปัจจุบัน วิชาเลือกที่น่าสนใจเช่น Packaging and Branding design / Digital construction technology / Strategic and Creative Ideation

Sustainable Development

กระแสรักษ์โลกในปัจจุบันมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ในต่างประเทศมีการให้เงินทุนกับคนที่ทำโปรเจคในการอนุรักษ์ธรรมชาติ สินค้าที่เกี่ยวกับการรักษ์โลกหรือธุรกิจที่สามารถตอบแทนสังคมได้ อย่างเช่น Boyan Slat ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ The Ocean Cleanup ในวัย 19 ปี ออกไอเดียสำหรับการกำจัดขยะในมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลก สามารถที่จะระดมทุนได้ถึง 2.2 พันล้านดอลล่าห์ ในเวลาแค่ร้อยวันและกำลังจะทำการเก็บขยะจากมหาสมุทรเริ่มในปี 2020 ที่จะถึงนี้ วิชาเลือกที่น่าสนใจ Clean technology entrepreneurship / Sustainability of Food Production and Supply Chain/ Financing the Clean Energy Economy

Digital Economy and AI Robotics

อีกหนึ่งสาขาที่เป็นสาขาแห่งโลกอนาคตอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีการใช้สมองกลหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากผ่านทาง smartphone หรือแม้แต่ตอนนี้ ที่ประเทศจีนก็มี AI ที่สามารถประเมินการกู้เงินผ่านทาง smartphone ได้แล้ว โดย AI จะทำการวิเคราะห์ผู้มีคุณสมบัติ และวงเงินในการกู้ของแต่ละคนโดยไม่ต้องใช้มนุษย์มาดูแลเลย และต่อไปในอนาคต ความต้องการจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ วิชาเลือกที่น่าสนใจ Applied artificial intelligence / Robot and cybernetics operation management / Big data and analytics / Digital trust, privacy & security (Blockchain) / Mixed reality (AR/VR/MR)

สำหรับคำถามที่ว่า ‘จบไปทำอะไรได้บ้าง’ ทางหลักสูตรก็มีเขียนไว้แต่จะเป็นอาชีพที่เป็นอาชีพใหม่ไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่ แต่เน้นความแตกต่างที่เป็นที่ต้องการของตลาดที่ยากจะหาคำแปลภาษาไทย อย่างเช่น Human-technology integration specialist, Autonomous transportation specialist, Innovation Entrepreneur, Social transformer, Medical mentor, Wholeness mentor, Information visualizer, Eco-friendly chef, Innovative product designer, Excess capacity broker

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลโดยสังเขปของหลักสูตร BAScii ถือได้ว่าเป็นสาขาที่ใหม่มากๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สำหรับของประเทศไทยถือว่าเป็นหลักสูตรที่ปฏิวัติการเรียนการสอนจากขนบเดิมๆ ทลายกำแพงของคณะโดยให้ผู้เรียนสามารเลือกด้านที่ตัวเองต้องการแสวงหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้

น่าสนใจไหมคะ เหมือนกับนำสิ่งที่ควรรู้จากแต่ละคณะ/ สาขา มาคัดเฉพาะที่จำเป็น แถมเลือกเฉพาะ trend ในอนาคตมา ไม่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ตอนทำงาน 🙂