What are your strengths and weaknesses?

 

😳  พี่เอมส์ได้ยินคำถามนี้บ่อยครั้ง เวลาสัมภาษณ์ และนี่คือหนึ่งในคำถามที่หลายๆคน “ไปไม่ถูก” หรือไม่ก็ “ตอบไม่ได้” หรือ “ตอบได้ไม่ดีเอามากๆ” ทำให้พลาดโอกาสได้รับเลือกไป

ในส่วนที่ยากกว่าคือการตอบคำถามเรื่อง weakness(es) หรือ “จุดอ่อน” ของเรา ซึ่งหากเราตอบแบบ “จริงใจ” ก็จะถูกเจาะถามต่อเรื่อยๆ เช่น ถ้ามันแย่ขนาดนั้นทำไมเราถึงควรเลือกคุณ หรือไม่ก็ถูกมองว่าเราเป็นคนที่แย่ไปเลย แต่ถ้าเราตอบแบบ “ไม่จริงใจ” หรือตอบว่าไม่ค่อยมีจุดอ่อน ก็จะดูดีเกินจริงไปมาก

พี่เอมส์จึงขอเสนอตัวอย่างการตอบคำถามแบบน่าสนใจกันค่ะ ใครเห็นว่าข้อไหนน่าสนใจก็ลองจำไปใช้กันได้

Strengths

1. Collaborative หมายถึงเราเป็นคนที่มีความสามารถในการ “ประสานงาน” หรือทำงานเป็นทีมได้ดี โดยอาจยกตัวอย่างกิจกรรม (extra curricular activities) ที่เคยทำ/ พูดถึงใน Portfolio ของเรา

2. Detail-oriented หมายถึงเราเป็นคนที่มีความ “ละเอียด” และใส่ใจในงาน ทำให้งานมีคุณภาพดี โดยอาจยกตัวอย่างถึงรางวัลหรือผลงานที่เราเคยทำได้

3. Positive attitude หมายถึงเราเป็นคนที่มีความ “ทัศนคติ” ที่ดี โดยอาจยกตัวอย่างว่าเราเคยทำกิจกรรมมาหลายอย่าง เห็นผู้คนที่มี background ต่างๆกัน ทำให้เราเข้าใจว่าแต่ละคนก็มีความแตกต่างด้านทัศนคติ ทำให้เราเข้าใจมุมมองของแต่ละคนและคิดบวกได้เสมอ

4. Creative หมายถึงเราเป็นคนที่มีความ “ความคิดสร้างสรรค์” หรือการไม่ยึดติดอะไรเดิมๆ พยายามหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆที่มักจะดีขึ้นเสมอ โดยอาจยกตัวอย่างกิจกรรมที่เราเคยทำและหาทางพัฒนาให้ดีขึ้นได้

5. Leadership skills หมายถึงเราเป็นคนที่มีความ “ทักษะความเป็นผู้นำ”  โดยอาจยกตัวอย่างกิจกรรมที่เราเคยทำมาก่อน

Weaknesses

ในการพูดถึง “จุดอ่อน” ของเรา ควรพยายามให้เหตุผลว่า เรารู้ตัวว่ามีจุดอ่อน แต่เราก็ได้เริ่มหาทางแก้แล้ว ไม่ได้ปล่อยให้เป็นจุดอ่อนตลอดไป

1. Self-criticism หมายถึงเราเป็นคนที่ “คิดลบ” และคิดว่าตัวเองทำได้ไม่ดีจนอาจเกิดความเครียดได้ ซึ่งอาจพูดต่อไปว่าเราได้พยายามแก้โดยวิธีต่างๆ เช่น เราพยายามตั้งเป้าหมายในการทำงาน และเมื่อบรรลุเป้าหมาย แม้จะเป็นขั้นเล็กๆเราก็จะ “ดีใจไปกับมัน” เพื่อเป็นการให้กำลังใจตัวเองและตั้งใจทำงานต่อไป

2. Public speaking หมายถึงเราเป็นคนที่ “กลัวการพูดต่อหน้าคนมากๆ” ซึ่งอาจพูดต่อไปว่าเราได้พยายามแก้โดยวิธีต่างๆ เช่น เราได้พยายามฝึกโดยการพูดต่อหน้าครอบครัวในโอกาสสำคัญๆ หรือเราได้เสนอตัวเป็นพิธีกรหรือตำแหน่งที่ต้องมีการพูดในที่สาธารณะในกิจกรรมที่เราเคยทำ

3. Lack of experience with skill/ software หมายถึงการขาดประสบการณ์หรือทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะการที่เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ควรทำได้ เช่น การตัดต่อวีดีโอ การเขียน code/ Python ฯลฯ ซึ่งอาจพูดต่อไปว่าเราได้พยายามแก้โดยวิธีต่างๆ เช่น เราได้เริ่มฝึกด้วยตัวเองจากการดู YouTube หรือแม้กระทั่งไปลงเรียนคอร์สต่างๆและได้ใบประกาศนียบัตรมาแล้ว

4. Procrastination หมายถึงการที่เรากลัวสิ่งที่เราคิดว่าทำได้ยาก โดยการ “ผลัดวันประกันพรุ่ง” หรือคิดว่า “ไว้ค่อยทำทีหลัง” และมักหมายถึงอาการกลัวความล้มเหลว (fear of failure) ซึ่งอาจพูดต่อไปว่าเราได้พยายามแก้โดยวิธีต่างๆ เช่น เรามีการใช้ “to-do list” หรือกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าเราต้องทำอะไร วันที่เท่าไร ทำให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน และกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่เรากลัว

5. Perfectionism พี่เอมส์เชื่อว่าหลายๆคนก็มีอาการนี้ คืออยากให้สิ่งที่เราทำนั้น “สมบูรณ์แบบ” ที่สุด ซึ่งมักจะแลกมากับการที่เราทำสิ่งนั้นได้ช้ามากๆ หรือแม้กระทั่งทำไม่เสร็จซักที บวกกับความเครียด! ซึ่งอาจพูดต่อไปว่าเราได้พยายามแก้โดยวิธีต่างๆ เช่น มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน มีกำหนดการและมาตรฐานที่ดีและยอมรับได้ 

👉 ทั้งนี้หลักสูตรต่างๆมีการให้คะแนนกับการสัมภาษณ์ที่ต่างกันออกไปตั้งแต่ 0-40% เลยทีเดียว พี่เอมส์แนะนำให้เราศึกษา Requirements ให้ดีก่อนเตรียมตัวสัมภาษณ์ หากเรามีการเตรียมตัวที่ดีก็จะทำให้เรามีความมั่นใจและผ่านการสัมภาษณ์ไปได้ด้วยดีค่ะ

ใครอยากได้เทคนิคดีๆ มาปรึกษาที่ aims ได้ค่ะ มีเทคนิคเตรียมสอบสัมภาษณ์ดีๆ/ คลังคำถามไว้ฝึกเพียบ


>> รู้หรือไม่? <<
ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นมา มีนักเรียน aims สอบติดหลักสูตรอินเตอร์จุฬาฯและธรรมศาสตร์มากกว่าปีละ 500 คนทุกปี

::: เริ่มต้นเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

1. สอบถาม/ วางแผนการเรียนได้ที่ LINE @aims2 หรือโทร 02-254-9300
2. ทำ SIM Test เพื่อประเมินความพร้อมก่อนเรียน/ ก่อนสอบจริง วิชา SAT, IELTS ฯลฯ ดูตาราง SIM ที่นี่
3. มาตรวจสอบ Requirements ปีล่าสุด ได้ที่นี่

 

🔥 ปรึกษาเรื่องการเรียนได้ฟรี! ที่

 

@aims2